วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

กถาวัตถุ๘(เรื่องที่ควรพูด8ประการ)

พระพุทธองค์ตรัสว่า " ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตรที่ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย" แล้วตรัสกถาวัตถุ คือ เรื่องที่ควรพูด ๘ ประการ ว่า พวกเธอพึงกล่าววาจา

๑ .ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย
๒. ชักนำให้สันโดษ ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้
๓. ชักนำให้เกิดความสงบ
๔. ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล
๕. ชักนำให้มีจิตตั้งมั่น
๖. ชักนำให้เกิดปัญญา
๗. ชักนำให้ยินดีในการหลุดพ้นจากกิเลส
๘. ชักนำให้เกิดความรู้สึกถึงผลดีของการละกิเลส

กถาวัตถุทั้ง ๘ ประการนี้ เมื่อนำมาสนทนากัน ย่อมก่อให้เกิดกุศลธรรมมากขึ้น ทั้งกาย วาจาและใจ ก็หวังว่าชาวเราทั้งหลาย จะสนทนาตามแนวทางนี้ เพื่อผลแห่งกุศลธรรม ตลอดการเดินทางครั้งนี้

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

บริษัท ๘

 จำพวกเหล่านี้แล ๘ จำพวกเป็นไฉน? คือ
ขัตติยบริษัท
พราหมณบริษัท
 คฤหบดีบริษัท
สมณบริษัท
จาตุมหาราชิกบริษัท
ดาวดึงสบริษัท
มารบริษัท
และพรหมบริษัท
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=12&A=2450&Z=2470&pagebreak=0

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผู้ควรทำอัญชลี8

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑

เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ๑

 เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ๑

เป็นสัมมาทิฐิ ประกอบด้วยความเห็นชอบ ๑
มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมี
ในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑

ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากคือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ๑

ย่อมเห็นหมู่สัตว์ ฯลฯด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไป
ตามกรรม ๑

กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ๑

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=6098&Z=6114&pagebreak=0

ห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๘

ห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๘
นำสุขมาให้
ให้อารมณ์อันเลิศ
มีสุขเป็นผล
เป็นไปเพื่อสวรรค์
ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล
  •  นำสุขมาให้
  • ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล
  • เป็นไปเพื่อสวรรค์
  •  ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา
  • น่าใคร่
  • น่าพอใจ
  • เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
  • เพื่อความสุข ฯ
 

สัปบุรุษ8

สัปบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิดเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ
ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่มารดาบิดา ๑
แก่บุตรภรรยา ๑
แก่หมู่คนผู้เป็นทาสกรรมกร ๑
แก่มิตรอำมาตย์ ๑
แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ๑
แก่พระราชา ๑
แก่เทวดาทั้งหลาย ๑
แก่สมณพราหมณ์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆเมื่อตกให้
ข้าวกล้าเจริญงอกงาม ย่อมตกเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชน
เป็นอันมาก ฉันใด สัปบุรุษก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิด
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ ย่อมเกิด
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่มารดาบิดา ... แก่สมณพราหมณ์ ฯ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=5059&Z=5078&pagebreak=0

สัปปุริสทาน ๘

๘ ประการเป็นไฉน คือ
ให้ของสะอาด ๑
ให้ของประณีต ๑
ให้ตามกาล ๑
ให้ของสมควร ๑
 เลือกให้ ๑
ให้เนืองนิตย์ ๑
เมื่อให้จิตผ่องใส ๑
 ให้แล้วดีใจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้แล ฯ
สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือ ข้าวและน้ำที่สะอาด ประณีต
ตามกาล สมควร เนืองนิตย์ ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์
ผู้เป็นเขตดี บริจาคของมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย ท่านผู้มี
ปัญญาเห็นแจ้ง ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้
เมธาวีบัณฑิตผู้มีศรัทธา มีใจอันสละแล้ว บริจาคทาน
อย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ

จบสูตรที่ ๗
สัปปุริสทาน ๘ http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=5047&Z=5058&pagebreak=0

ทานในบุคคลที่ประกอบแล้วเจริญรุ่งเรือง8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์ในโลกนี้
เป็นสัมมาทิฐิ ๑
เป็นสัมมาสังกัปปะ ๑
เป็นสัมมาวาจา ๑
เป็นสัมมากัมมันตะ ๑
เป็นสัมมาอาชีวะ ๑
เป็นสัมมาวายามะ ๑
เป็นสัมมาสติ ๑
 เป็นสัมมาสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
อย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลาย
มาก ฉะนี้ ฯ

นาที่ควรหว่าน8

พืชที่บุคคลหว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘
ประการ มีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก นาประกอบด้วยองค์ ๘
ประการอย่างไร
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย นาในโลกนี้ไม่เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑
ไม่เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑
ไม่เป็นที่ดินเค็ม ๑
เป็นที่ไถลงลึกได้ ๑
 เป็นที่มีทางน้ำเข้าได้ ๑
เป็นที่มีทางน้ำออกได้ ๑
เป็นที่มีเหมือง ๑
เป็นที่มีคันนา ๑
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อม
มีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ย่อมมีผลมาก มี
อานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เจริญ
ความหมาย

[จะเริน] ก. เติบโต, งอกงาม, ทําให้งอกงาม

รุ่งเรือง
ความหมาย

ว. สว่างไสว เช่น จุดโคมไฟรุ่งเรืองแสงจับท้องฟ้า, งามสุกใส

ทานในบุคคลผู้ประกอบแล้วไม่เจริญรุ่งเรือง8


สมณพราหมณ์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะพราหมณ์ในโลกนี้
เป็นมิจฉาทิฐิ ๑
เป็นมิจฉาสังกัปปะ ๑
เป็นมิจฉาวาจา ๑
เป็นมิจฉากัมมันตะ ๑
เป็นมิจฉาอาชีวะ ๑
เป็นมิจฉาวายามะ ๑
เป็นมิจฉาสติ ๑
เป็นมิจฉาสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก
ไม่เจริญแพร่หลายมาก ฯ

นาทีไม่ควรหว่าน8

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘

ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก นาประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นาในโลกนี้
เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑
เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑
เป็นที่ดินเค็ม ๑
เป็นที่ไถลงลึกไม่ได้ ๑
 เป็นที่ไม่มีทางน้ำเข้า ๑
เป็นที่ไม่มีทางน้ำออก ๑
เป็นที่ไม่มีเหมือง ๑
เป็นที่ไม่มีคันนา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้
ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกันแล ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก

ทาน ๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน
คือ
บางคนหวังได้จึงให้ทาน ๑
บางคนให้ทานเพราะกลัว ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เขาให้แก่เราแล้ว ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เขาจักให้ตอบแทน ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า ทานเป็นการดี ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เราหุงหากิน ชนเหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่
ชนเหล่านี้ผู้ไม่หุงหากินไม่สมควร ๑
บางคนให้ทานเพราะนึกว่า เมื่อเราให้ทานกิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งไป ๑
บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๘ ประการนี้แล ฯ


http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=4877&Z=4887&pagebreak=0

มหาปุริสวิตก ๘

ก็มหาปุริสวิตก ๘ ประการเป็นไฉน

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ๑
ธรรมนี้เป็นของบุคคลผู้สันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัด มิใช่ของบุคคลผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีสติหลงลืม ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม ๑

 ธรรมนี้ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า
ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ๑ ฯ

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บุคคล ๘ จำพวก

อัฏฐกนิทเทส

ว่าด้วยบุคคล ๘ จำพวก

[๑๕๐] บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ บุคคลผู้พร้อม

เพรียงด้วยผล ๔ เป็นไฉน ?

๑. บุคคลผู้เป็นพระโสดาบัน.

๒. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

๓. บุคคลผู้เป็นพระสกทาคามี.

๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล.

๕. บุคคลผู้เป็นพระอนาคามี.

๖. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล.

๗. บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์.

๘. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์.

บุคคลเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ ชื่อว่า ผู้

พร้อมเพรียงด้วยผล ๔.

จบบุคคล ๘ จำพวก

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๑
เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ ๑
เป็นไปเพื่อความสละกองกิเลส ๑
เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ๑
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ คือ มีนี่แล้วอยากได้นั่น ๑
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๑
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ๑
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ๑
เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ๑
เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส ๑
เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย ๑
เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ ๑
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่ ๑
เป็นไปเพื่อความเพียร ๑
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ๑
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สมาบัติ ๘

สมาบัติ  ๘
อฏฺฐ ( แปด ) + สํ ( พร้อม ) + อาปตฺติ ( การต้อง , การถึงทั่ว )

การถึงทั่วพร้อม , การเข้าฌาน  ๘  อย่าง   หมายถึง   รูปฌาน  ๔   และอรูปฌาน  ๔

โดยนัยของพระสูตร ทรงแสดงรูปฌานว่ามี  ๔  ( จตุกนัย )    ตามอัธยาศัยของบุคคลผู้

บรรลุเร็ว   คือ  ...
ฌานที่  ๑  มีองค์ฌาน  ๕  องค์

ฌานที่  ๒  ละองค์ฌาน  ๒  องค์  คือ  วิตกและวิจาร เหลือองค์ฌาน ๓

ฌานที่  ๓  ละปีติ  เหลือองค์ฌาน  ๒  คือ   สุขกับเอกัคคตา

ฌานที่  ๔  ละสุข  เหลือองค์ฌาน  ๒  คืออุเบกขากับเอกัคคตา 
โดยนัยของพระอภิธรรม     ทรงแสดงรูปฌานว่ามี  ๕  ( ปัญจกนัย )   ตามอัธยาศัยของ

บุคคลผู้บรรลุช้า  คือ  ...
ฌานที่  ๑  มีองค์ฌานครบ  ๕  องค์

ฌานที่  ๒  ละวิตก  เหลือองค์ฌาน  ๔

ฌานที่  ๓  ละวิจาร  เหลือองค์ฌาน  ๓

ฌานที่  ๔  ละปีติเหลือองค์ฌาน  ๒  คือ  สุขกับเอกัคคตา

ฌานที่  ๕  ละสุข  เหลือองค์ฌาน  ๒  คือ  อุเบกขากับเอกัคคตา

ความต่างกันของรูปฌานโดยนัยทั้ง ๒ คือ โดยนัยของพระสูตร ฌานที่  ๒ ละองค์ฌาน

ที่เดียว  ๒  องค์   คือ  วิตกและวิจาร     ฌานที่  ๓   และฌานที่  ๔  ละที่ละองค์   ส่วน

โดยนัยของพระอภิธรรม     ตั้งแต่ฌานที่  ๒  ฌานที่  ๓  ฌานที่  ๔  ฌานที่  ๕  ละองค์

ฌานที่ละองค์เท่านั้น ( ดูฌานสมาบัติ )

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ธรรมสโมธาน 8

ธรรมสโมธาน 8 ประการคือ
  1. ได้เกิดเป็นมนุษย์
  2. เป็นบุรุษเพศ ไม่เป็นกะเทย
  3. มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน (ถ้าเกิดเปลี่ยนใจก็จะเป็นพระอรหันต์ทันที)
  4. ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อหน้าพระพักตร์
  5. ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤๅษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาปมี ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป ต้องไม่เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
  6. ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ
  7. เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ
  8. ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง
 

โลกธรรม 8

 

ความหมายของโลกธรรม 8

โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องของ โลกมีอยู่ประจำกับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์เป็นความจริงที่ทุกคนต้องประสบ
ด้วยกันทั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ข้อแตกต่างคือ ใครประสบมาก ประสบน้อย
ช้าหรือเร็ว โลกธรรมแบ่งออกเป็น 8 ชนิด จำแนกออกเป็น 2 ฝ่ายควบคู่กันและมีความหมายตรงข้ามกัน คือ
1. โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์พอใจมี 4 เรื่อง คือ

- ได้ลาภ หมายความว่า ได้ผลประโยชน์ ได้ทรัพย์สินเงินทอง ได้บ้านเรือนหรือที่สวน ไร่นา
- ได้ยศ หมายความว่า ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานันดรสูงขึ้น ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
- ได้รับสรรเสริญ คือ ได้ยิน ได้ฟัง คำสรรเสริญคำชมเชย คำยกยอ
- ได้สุข คือ ได้ความสบายกาย สบายใจ ได้ความเบิกบาน ร่าเริง ได้ความบันเทิงใจ

2. โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์ไม่พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- เสียลาภ หมายความว่า ลาภที่ได้มาแล้วเสียไป
- เสื่อมยศ หมายถึง ถูกลดความเป็นใหญ่ ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดอำนาจ
- ถูกนินทา หมายถึง ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่ดี มีใครพูดถึง ความไม่ดีของเราในที่ลับหลังเรียกว่าถูกนินทา
- ตกทุกข์ คือ ได้รับความทุกข์ทรมานกายทรมานใจ

http://www.learntripitaka.com/index.html

มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )

..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์
.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย
.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก
.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
..........1. สัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกัน
.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ
...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค