วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘

เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ คือ ๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่ แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูปเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๔. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตามีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เบื้องหน้า แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๕. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่ แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๖. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่ แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๗. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุดเบื้องหน้า แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๘. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตามีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ เบื้องหน้า แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เหล่านี้เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘
http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

อสัญญีวาทะ ๘

อสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน อสัญญีวาทะ ๘ คือ ๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่ แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูปเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๔. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูปก็ไม่ใช่ ที่หารูปมิได้ก็มิใช่ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๕. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่ แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา
๖. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่หาที่สุดมิได้ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อม ไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๗. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุดเบื้องหน้า แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา ๘. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ที่หาที่สุดมิได้ก็ไม่ใช่ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา เหล่านี้เรียกว่า อสัญญีวาทะ ๘


http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

ปุริสโทษ ๘

ปุริสโทษ ๘ เป็นไฉน ปุริสโทษ ๘ คือ ๑. ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นแก้ตัวด้วยความ ไม่มีสติว่า เราระลึกไม่ได้ๆ ดังนี้ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๑ ๒. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น ได้โต้ตอบผู้โจทว่า ประโยชน์อะไรหนอ ด้วยการกล่าวสำหรับท่านผู้โง่เขลา ผู้ไม่ฉลาด แม้ท่านยังสำคัญผิดที่จะกล่าวกะเรา ดังนี้ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๒ ๓. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น กลับปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้โจทนั่นแหละว่า ท่านนั่นแหละต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงแสดงอาบัตินั้น เสียก่อน ดังนี้ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๓
๔. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น ยกเหตุอื่นๆ มาพูดกลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่องทำเคือง ทำโกรธ ทำอาการ ไม่พอใจ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๔ ๕. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น โบกมือปฏิเสธในท่ามกลางสงฆ์ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๕ ๖. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น นิ่งเสีย ทรมานสงฆ์ให้ลำบาก นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๖ ๗. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น ไม่เอื้อเฟื้อต่อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อต่อโจท หลีกไปเสียตามชอบใจทั้งที่ยังต้องอาบัติอยู่ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๗ ๘. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัติ นั้น พูดอย่างนี้ว่า ทำไมหนอท่านจึงขวนขวายในเรานัก บัดนี้เราจะลาสิกขาสึกไปเป็นคฤหัสถ์ เธอนั้นก็ลาสิกขาสึกไปเป็นคฤหัสถ์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บัดนี้แลท่าน ทั้งหลายจงยินดีแช่มชื่นเถิด ดังนี้ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๘

http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

มิจฉัตตะ ๘

มิจฉัตตะ ๘ เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ
มิจฉาสังกัปปะ 
มิจฉาวาจา
มิจฉากัมมันตะ 
มิจฉาอาชีวะ
มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ 
มิจฉาสมาธิ เหล่านี้เรียกว่า มิจฉัตตะ ๘
http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

อนริยโวหาร ๘

อนริยโวหาร ๘ เป็นไฉน อนริยโวหาร ๘ คือ ๑. เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น ๒. เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน ๓. เมื่อไม่รู้ พูดว่ารู้ ๔. เมื่อไม่รู้แจ้ง พูดว่ารู้แจ้ง ๕. เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น ๖. เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน ๗. เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ ๘. เมื่อรู้แจ้ง พูดว่าไม่รู้แจ้ง เหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๘
http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม ๘

จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม ๘ เป็นไฉน จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม ๘ คือ ๑. ความยินดีในลาภ ๒. ความยินร้ายในความเสื่อมลาภ ๓. ความยินดีในยศ ๔. ความยินร้ายในความเสื่อมยศ ๕. ความยินดีในความสรรเสริญ ๖. ความยินร้ายในความนินทา
๗. ความยินดีในสุข ๘. ความยินร้ายในทุกข์
นี้เรียกว่า จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม ๘

http://etipitaka.com/read/thai/35/480/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พรอานนท์ขอพร8ประการ


พระอานนท์ขอประทานพร 8 ประการ


 ดังนั้น ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลขอพร 8 ประการ หากพระองค์ทรงประทานพร 8 ประการนี้ ท่านจึงจะรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐากท่านกราบทูลขอพร ว่า



ถ้าจักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์


 ถ้าจักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์


ถ้าจักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์


ถ้าจักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่ที่ทรงรับนิมนต์ไว้


ถ้าพระองค์จักไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จะพาบริษัทซึ่งมาแต่ที่ไกลเพื่อเฝ้าพระองค์ได้ในขณะที่มาแล้ว


ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น


 ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์จักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรมเทศนานั้นแก่ข้าพระองค์อีก


เมื่อข้าพระองค์ได้รับพร 8 ประการนี้


แหละจึงจักเป็นพุทธุปัฏฐากของพระองค์ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามถึงโทษและอานิสงส์ที่ทูลขอพร 8 ประการนี้ ท่านได้กราบทูลว่า ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ 1-4 ก็จักมีคนพูดได้ว่า

 ท่านรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก เพื่อหวังลาภสักการะอย่างนั้น ๆ เพื่อป้องกันปรวาทะอย่างนั้น ท่านจึงได้ทูลขอพร 4 ข้อนี้

ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ 5-7 ก็จักมีคนพูดได้ว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาไปทำไม เพราะกิจเท่านี้พระองค์ก็ยังไม่ทรงสงเคราะห์เสียแล้ว และหากท่านไม่ทูลขอพรข้อ 8 เมื่อมีคนมาถามท่านลับหลัง พระพุทธองค์ว่า คาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหน? ถ้าท่านตอบเขาไม่ได้ เขาก็จะพูดได้ว่า พระอานนท์เฝ้าติดตามพระผู้มีพระภาคเหมือนเงาของพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ทำไมเรื่องเท่านี้ยังไม่รู้? ครั้นท่านได้ทูลชี้แจงแสดงโทษในข้อที่ไม่ควรได้ และอานิสงส์ในข้อที่ควรได้อย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานพรตามที่พระอานนท์กราบทูลขอทุกประการ ท่านพระอานนท์จึงได้รับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก และได้อุปัฏฐากพระพุทธองค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค เป็นเวลา 25 พรรษา กิจในหน้าที่ของพุทธอุปัฏฐาก


http://th.wikipedia.org/wiki/พระอานนท์